สภาทนายความช่วยชาวบ้านฟ้องคดีสิ่งแวดล้อมแบบกลุ่มคดีแรกของไทย ศาลสั่งชดใช้ค่าเสียหาย หลังสู้ยืดเยื้อกว่า 10 ปี

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ศาลแพ่ง แผนกคดีสิ่งแวดล้อม ได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีระหว่าง นางสาวสื่อกัญญา หรือธัญญารัศมิ์ ธีระชาติดำรง หรือสินทรธรรมทัช กับพวกรวม 4 คน โจทก์ ยื่นฟ้องบริษัทผู้ประกอบการเหมืองทองคำแห่งหนึ่งในความผิดฐานละเมิด เพื่อเรียกค่าเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพอนามัย ทรัพย์สิน และสิทธิในสิ่งแวดล้อม ซึ่งคดีนี้ถือเป็นคดีสิ่งแวดล้อมคดีแรกของประเทศไทยที่มีการฟ้องร้องแบบกลุ่ม (Class Action) ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งฉบับใหม่
ศาลได้พิเคราะห์จากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสืบพยานแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของทางฝ่ายโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ รับฟังได้ว่ากระบวนการทำเหมืองของจำเลยก่อให้เกิดการรั่วไหลของโลหะหนักจากบ่อเก็บกักกากแร่ที่ 1 บริเวณทิศใต้ กระจายตัวสู่พื้นที่ราบและแหล่งน้ำธรรมชาติโดยรอบ ส่งผลให้ตรวจพบโลหะหนักปนเปื้อนในลำคลองสาธารณะ และยังพบสารโลหะหนักตกค้างในร่างกายของชาวบ้านในพื้นที่ นอกจากนี้โจทก์และสมาชิกกลุ่มยังได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากฝุ่นละอองจากการระเบิดเหมืองแร่ รวมถึงมลพิษทางเสียงที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน อันเป็นการกระทำละเมิดต่อประชาชน
ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ โดยกำหนดหลักเกณฑ์การเยียวยา ดังนี้
ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ที่ตรวจพบสารโลหะหนักในร่างกาย เกินค่ามาตรฐาน
– ผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปี รายละ 200,000 บาท
– ผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป รายละ 100,000 บาท
ส่วนผู้ที่ตรวจพบสารโลหะหนักในร่างกาย ไม่เกินค่ามาตรฐาน
– ผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปี รายละ 100,000 บาท
– ผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป รายละ 50,000 บาท
กำหนดค่าเสียหายเพื่อเยียวยาด้านจิตใจ จากความหวาดกลัวและความวิตกกังวล
– กรณีเกินค่ามาตรฐาน รายละ 20,000 บาท
– กรณีไม่เกินค่ามาตรฐาน รายละ 10,000 บาท
ให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคและค่าครองชีพ และค่าขาดประโยชน์จากการใช้แหล่งน้ำสาธารณะและการดำรงวิถีชีวิต รายละ 5,000 บาท เท่ากันทุกประเภทและให้บริษัทรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่อง โดยสงวนสิทธิไม่เกินระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา
ในส่วนของการฟื้นฟู ศาลแพ่งมีคำสั่งให้บริษัทดำเนินการปรับปรุงและฟื้นฟูพื้นที่โดยรอบเหมือง รวมถึงแหล่งน้ำสาธารณะ อ่างเก็บน้ำ และพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ให้ปราศจากการปนเปื้อนจากการทำเหมือง ตลอดจนให้จัดการกากแร่ และกลบบ่อกักเก็บกากแร่ให้เป็นไปตามหลักวิชาการ ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ศาลกำชับให้จำเลยดำเนินการตามคำพิพากษาภายใน 30 วัน หากเพิกเฉยศาลจะดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย ทั้งการยึดทรัพย์ หรือกักขังตามขั้นตอนต่อไป
ภายหลังได้รับทราบคำพิพากษา กลุ่มชาวบ้านจากจังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์กว่า 40 คน ได้เดินทางไปยังสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อขอบคุณสภาทนายความที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและยืนหยัดเคียงข้างต่อสู้คดีมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี โดยมี ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ นายณรงค์รัฐ ภูติรถยา อุปนายกฝ่ายบริหาร นายโรจนินทร์ ศิรรัฐเมธากรณ์ กรรมการบริหารสภาทนายความ ภาค 7 นายสมพร ดำพริก ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ แห่งสภาทนายความ นายผดุงศักดิ์ เทียนไพโรจน์ ประธานคณะทำงาน ว่าที่ ร.ต.สมชาย อามีน คณะทำงาน/ทนายความฝ่ายโจทก์ นางสาวรำไพ ชำนาญเพชร คณะทำงาน นายไพโรจน์ จำลองราษฎร์ พร้อมด้วยคณะทำงานคดีฯ ให้การต้อนรับ โดยมีตัวแทนมูลนิธิมานุษยะเข้าร่วมด้วย
ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ ได้กล่าวย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า สภาทนายความพร้อมเป็นที่พึ่งสุดท้ายให้กับประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และจะดำเนินการสนับสนุนความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ชาวบ้านกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่องจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
นอกจากนี้สภาทนายความต้องขอขอบคุณ นางสาวเอมิลี่ ประดิจิต ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิมานุษยะ ซึ่งติดตามและสนับสนุนการเรียกร้องของชาวบ้านมาอย่างต่อเนื่อง
ด้าน ว่าที่ ร.ต.สมชาย อามีน คณะทำงาน/ทนายความฝ่ายโจทก์ กล่าวว่า คดีนี้เป็นการฟ้องร้องแบบกลุ่ม โดยมีสมาชิกผู้ร่วมฟ้องจำนวน 382 คน และในคำพิพากษา ศาลยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกในคดี สามารถยื่นคำร้องขอรับการเยียวยาเพิ่มเติมได้ โดยนำหลักฐาน เช่น ใบรับรองแพทย์ ยื่นต่อกรมบังคับคดี ผ่านคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบและคัดกรองผู้ได้รับผลกระทบ ก่อนพิจารณาการเยียวยา ขณะที่ทีมทนายความจะดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษา และคาดว่าบริษัทดังกล่าวอาจใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์